วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

มะระขี้นก

มะระขี้นก ที่ไม่ขี้นก

     เมื่อสมัยผมเป็นเด็ก อายุ ประมาณ 8-9 ขวบ ด้วยความที่เป็นเด็กหอพัก ไกลบ้าน จึงมักจะต้องหาอะไรกินแบบแปลกๆ อยู่บ่อยครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง จำได้ว่าป่าโคกที่อยู่ข้างหอพัก มีต้นมะระ ไม่รู้เป็นมะระอะไร ขึ้นเต็มไปหมด กำลังออกลูกเขียวเต็มเครือ เพื่อนหอพักที่พักอยู่ด้วยกัน ก็บอกว่า "ต้นนี้เขาเรียกมะระขี้นก กินได้ เราเห็นพ่อของเรากินบ่อยๆ ตอนอยู่ที่บ้าน" ผมเองก็ไม่รู้ว่ากินได้หรือไม่ได้ เมื่อเพื่อนบอกว่ากินได้ กินได้ก็กินได้ เราจึงตกลงกันไปเก็บมาต้มกินกับน้ำพริก ตอนกินก็กินได้ ขมนิดๆ รสชาดแปลกๆมะระมันไม่อร่อย แต่น้ำพริกอร่อย ก็เลยกินไปเยอะ พอตกกลางคืนมะระขี้นกก็แสดงอาการกินเราบ้าง ผมท้องร่วงตลอดทั้งคืน ตอนเช้าแถบลุกไม่ขึ้น

     ช่วงปิดเทอมกลับบ้าน ไปไร่กับพ่อแม่ จึงมีโอกาสเห็นมะระขี้นกตัวจริง ต้นมันต่างกันนิดเดียว ลูกก็ต่างกัน จึงรู้ว่า มะระที่เรากิน เล่นเอาเกือบตาย เป็นมะระป่า มะระเบื่อ โชดดีที่ไม่ตายไกลบ้าน แค่ท้องร่วง
     ตอนนี้รู้แล้วว่า มะระขี้นกกินได้ กับมะระขี้นกกินได้แต่ท้องเสียมันต่างกันอย่างไร ทุกวันนี้ก็ทานอยู่ ซื้อบ่อยเวลาไปตลาดเย็น ชาวบ้านเอามากองขาย กองละ 5 บาท บางทีก็ 10 บาท ต้มจิ้มน้ำพริก น้ำพริกอะไรก็ได้อร่อยดี ความจริงไม่เพียงแต่อร่อย แต่คุณค่าทางยามหาศาล มะระขี้นกเป็นยาแก้เบาหวานชั้นดีของคนในสมัยโบราณ

     เล่ามาตั้งนาน ก็แค่อยากจะเขียนเรื่องมะระขี้นกซักหน่อย เพื่อคนที่อ่านจะได้ประโยชน์

มะระขี้นก (Bitter Cucumber) แปลเป็นภาษาไทย "แตงกวาขม"
ชื่อวิทยาศาสตร์ Momordica charantia Linn.
อยู่ในวงศ์ Cucurbitaceae

มะระขี้นกมีชื่อเรียกมากมาย ขึ้นอยู่กับสถานที่ ภาษา เผ่า
เหนือ         เรียก ผักไห่ มะไห่ มะนอย มะห่วย ผักไซ
อีสาน        เรียก ผักสะไล ผักไส่
กลาง         เรียก มะ ร้อยรู
ใต้              เรียก ระ
กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน เรียก สุพะซู สุพะเด
นครศรีธรรมราช เรียก ผักไห
สงขลา      เรียก ผักเหย
จีน             เรียก โกควยเกี๋ยะ โควกวย
ทั่วไป         เรียก มะระเล็ก มะระขี้นก

     มะระขี้นกพบได้ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้ง จีน และอินเดีย ไกลไปถึง แอฟริกา และอเมริกาใต้ มะระขี้นกเป็นผักพื้นบ้านของไทย มะระขี้นกเป็นพืชเถา ผลมีขนาดเล็กรี ผิวขรุขระ ผลอ่อนผิวนอกสีเขียว

     คนไทยทุกภาพรู้จักนำมะระขี้นกมาประกอบอาหารทั้งยอดอ่อน และผลอ่อน โดยนำยอดอ่อน หรือผลอ่อนมาลวกจิ้มน้ำพริก หรือนำผลไปผัดหรือแกง มะระขี้นกขึ้นง่าย สามารถปลูกเป็นผักสวนครัว ปลูกไว้รับประทานเองได้

     ผลการวิจัยพบว่า มะระขี้นก มีวิตามินเอและซีสูง และมีสรรพคุณในการลดน้ำตาลในเลือด มะระขี้นกออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ยับยั้งการสังเคราะห์กลูโคส และเพิ่มการใช้กลูโคสของตับ องค์ประกอบทางเคมีของมะระขี้นกมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด

     สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน มะระขี้นกเป็นยาสมุนไพรที่สามารถกินได้ เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด แต่มีข้อห้ามสำหรับคนที้ตั้งครรภ์ เด็ก (ผมคงจะอยู่ในกรณีนี้ในเวลาที่เป็นเป็นเด็ก จึงมีอาการท้องร่วง) และคนที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำ

ทางเลือกในการใช้สมุนไพร

น้ำคั้นสดมะระขี้นก
     * นำผลมะระขี้นกสด 8-10 ผล เอาเมล็ดในออก ล้างน้ำให้สะอาด
     * นำไปปั่น (ใส่น้ำเล็กน้อย) คั้นเอาแต่น้ำ ได้น้ำประมาณ 100 มิลลิลิตร
     * รับประทานน้ำคั้นมะระขี้นก วันละ 3 เวลา ติดต่อกันเป็นประจำ

ชามะระขี้นก
     * นำเนื้อมะระขี้นกมาผ่าเอาเมล็ดออก
     * ฝ่านเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปตากแดดให้แห้ง
     * นำชิ้นมะระตากแห้ง 1-2 ชิ้น ชงน้ำประมาณ 1 ถ้วย
     * ดื่มน้ำมะระขี้นกวันละประมาณ 2 ถ้วย วันละ 3 เวลา (เช้า เที่ยง เย็น) ติดต่อกันประมาณ 3 สัปดาห์

     สำหรับคนที่ชอบทานมะระขี้นกอยู่แล้ว ท่านก็จะได้ประโยชน์แน่นอน สำหรับผม ผมทาน เดือนละ 2-3 ครั้ง สรุปคือ อาทิตย์ละครั้ง

จอห์น ยัง

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ห่างไกลโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ผู้คนในสมัยนี้เป็นกันมาก และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี สถานีอนามัยประจำตำบล หรือ โรงพยาบาลประจำอำเภอ หรือประจำจังหวัด คลินิครักษาโรคทั่วไปล้วนเต็มไปด้วยผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวนมากใช้ทั้งยาแผนปัจจุบัน และยาสมุนไพร เพื่อรักษาร่างกายให้พ้นจากโรคนี้ ยาสมุนไพรก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนป่วยโรคเบาหวาน

สถิติของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 7 ในสหรัฐอเมริกา โดยประชากรร้อยละ 6.2 หรือ ประมาณ 17 ล้านคนป่วยเป็นโรคเบาหวาน ในจำนวนผู้ป่วยนี้ 5.9 ล้านคนยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน
สำหรับประเทศไทย ประมาณว่า จำนวนประชากร 100 คน จะมีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน 6 คน (แต่ความจริงคนไทยอีกจำนวนมากยังไม่ได้รับการวินิจฉัยโรคนี้)
โดยปกติผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอายุเฉลี่ยสั้นกว่าคนปกติ 15 ปี

ไม่อยากเป็นเบาหวานทำอย่างไรดี
คำตอบง่ายๆ 3 ข้อ
1. อย่าให้อ้วน
2. อย่าแก่
3. อย่าเกิดเป็นลูกคนที่มียินเบาหวาน
คำตอบข้อ 2 และ 3 เราไม่สามารถแก้ไขได้ เราไม่สามารถหยุดความแก่ของเราได้ เพราะคนเราแก่ลงทุกปี สำหรับข้อ 3 เราเลือกไม่ได้ แต่เราสามารถทำข้อที่หนึ่งได้ คือ การควบคุม หรือ รักษาร่างกายของเราไม่ไห้อ้วน ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุปนิสัยในการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย

เมื่อเป็นเบาหวานต้องทำอย่างไร
คำตอบคือ ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสม
การควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อจะควบคุมน้ำตาลในเลือด จำเป็นต้องเอาใจใส่เรื่อง การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร และการรับประทานยา การอออกกำลังกายทำให้อินซูลินทำงานดีขึ้น และช่วยควบคุมน้ำหนัก การรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ครบหมู่ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและไม่รับสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการมากเกินไป ส่วนการรับประทานยาก็จะช่วยควบคุมเบาหวาน

คนที่เป็นโรคเบาหวานต้องเอาใจใส่สามเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะการทำอย่างนี้สามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมได้

การรับประทานอาหารของผู้ป่วยโรคเบาหวาน
1. รับประทานอาหารให้ถูกส่วน คือ ลดอาหารจำพวกไขมัน แป้งน้ำตาล ส่วนโปรตีนรับประทานได้ แต่ต้อง
ระวังในกรณีผู้ป่วยที่เป็นโรคไต ต้องจำกัดโปรตีน
2. รับประทานอาหารที่มีเส้นใย อาหารที่มีเพคตินสูงจะช่วยดูดซับน้ำตาลและไขมัน ช่วยให้เส้นเลือดสะอาด
ลดคลอเลสเตอรอล อาหารที่มีเพคตินสูงได้แก่ ถั่ว ข้าวกล้อง แอปเปิ้ล ฝรั่ง ตำลึง
3. รับประทานพืชสมุนไพรที่เพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดเล็กๆ ได้แก่ ใบบัวบก ใบแป๊ะก๊วย
4. รับประทานพืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านอ๊อกวิเดชั่น เช่น กระเทียม กระเพา ขิง ขมิ้น ซึ่งมีสารออกฤทธิ์ชะลอ
ความเสื่อมของเซลล์
5. รับประทานผักผลไม้ที่มีเกลือแร่และวิตามิน

เพิ่มเติม
* โครเมี่ยม
ช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น
ช่วยการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและไขมัน
ช่วยในการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
พืชสมุนไพรที่ให้โครเมี่ยมได้แก่ ใบยอ หน่อไม้ฝรั่ง เนื้อวัว พริกไทยดำ เมล็ดธัญพืช บล็อกโคลี่ โกโก้
ตับ หอยนางรม

* ลูเที่ยน
ช่วยบำรุงสายตา ปกป้องเซลล์
พบลูเที่ยนได้มากใน ผลไม้สีส้ม สีเหลือง ผักที่มีใบสีเขียวเข้ม

* แมกนีเซี่ม
ช่วยการทำงานของเซลล์ และ ระบบประสาท
พบมากในผักสีเขียวที่มีสารคลอโรฟิลด์

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553



(ต่อ) ทำไมมนุษย์จึงเลือกต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว


เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์นั้น พระเจ้าทรงสร้างผู้ชายก่อน แล้วหลังจากนั้นจึงสร้างผู้หญิงจากกระดูกซี่โครงของผู้ชาย คำสั่งที่ไม่ให้กินผลจากต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่วนั้น เป็นคำสั่งที่พระเจ้าประทานให้กับผู้ชาย ก่อนที่จะสร้างผู้หญิง




ความผิดพลาดคงจะเกิดขึ้น เมื่อผู้ชายส่งต่อข้อมูลให้กับผู้หญิง พระเจ้าสั่งว่า "บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่" (ปฐมกาล 2:16-17) เพราะเมื่องูมาล่อลวงผู้หญิง งูถามหญิงนั้นว่า "จริงหรือ ที่พระเจ้าตรัสห้ามว่า อย่ากินผลจากต้นไม้ใดๆ ในสวนนี้" สังเกตคำถามของงู มันถามว่า "ต้นไม้ใดๆ" มีความหมายแฝงอยู่สองประการ 1) ต้นไม้ในสวนนี้ไม่สามารถกินได้สักต้นเดียวเลย 2) งูอยากรู้ว่าต้นไม้ใดที่พระเจ้าไม่ให้กิน


คำตอบของหญิงชัดเจน คือ "ผลของต้นไม้ต่างๆ ในสวนนี้เรากินได้ เว้นแต่ผลของต้นไม้ที่อยู่กลางสวนนั้น พระเจ้าตรัสห้ามว่า อย่ากินหรือถูกต้องเลย มิฉะนั้นจะตาย


สังเกตคำตอบของหญิง ผู้หญิงได้เพิ่มเติมคำเข้าไปในคำสั่งของพระเจ้าคือ "ถูกต้อง" แท้จริงพระเจ้าไม่ได้สั่งห้ามไม่ให้ถูกต้อง แต่หญิงอาจรับข้อมูลผิดจากสามี หรือเสริมเข้าไปในคำสั่งของพระเจ้า


ผลที่ได้จากผลของต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่วตามคำล่อลวงของงูคือ ทำให้

1. ตาจะส่ว่างขึ้น

2. เป็นเหมือนพระเจ้า คือ สามารถสำนึกในความดีและความชั่ว

ผลที่ได้จากผลของต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่วตามสายตาของผู้หญิง

1. ผลของต้นไม้น่ากิน

2. ผลของต้นไม้น่าดู

3. เป็นต้นไม้ที่มุ่งหมายให้เกิดปัญญา

สิ่งที่น่าสังเกตจากคำล่อลวงของงู คือ ผลที่เกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ปัจจุบันนี้ คนมักถูกล่อลวงด้วยผลประโยชน์ที่จะได้รับอย่างไม่น่าเชื่อ มีหลายสิ่งหลายอย่างมากมายที่กำลังล่อลวงมนุษย์ในทำนองนี้

ขณะที่ผู้หญิงมองดูผลของต้นไม้นั้น และปล่อยให้ความปรารถนาของตนเองมีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่า คำสั่งของพระเจ้า ในทำนองเดียวกันนี้ มนุษย์กำลังทำหลายสิ่งหลายอย่างตามความต้องการของตนเอง โดยไม่ได้คำนึงถึงกฏเกณฑ์ต่างๆ ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต มนุษย์ทำตามสิ่งที่ตนเห็นว่าดี (ดีต่อตัวเอง)

ผู้หญิงกินผลไม้นั้น และยื่นให้ผู้ชาย สามีของตนกินด้วย


พระคัมภีร์บันทึกต่อไปว่า เมื่อทั้งสองกินผลไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่วแล้ว ตาของเขาทั้งสองก็สว่างขึ้น จึงสำนึกว่าตนเปลือยกายอยู่ ก็เอาใบมะเดื่อมาเย็บเป็นเครื่องปกปิดร่างไว้ (ปฐมกาล 1:7)


เราเห็นต้นไม้อีกชนิดหนึ่งเพิ่มเข้ามา คือ ต้นมะเดื่อ ดังนั้นเราเห็นว่าต้นมะเดื่อ มีมานานมากแล้ว ตั้งแต่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างโลกในวันที่สาม (เราจะพูดถึงมะเดื่อในโอกาสหน้า)


ผลของต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ทำให้มนุษย์แยกจากพระเจ้า ไม่ใช่เพราะผลไม้นั้นไม่ดี แต่เนื่องจากการเลือกที่จะไม่เชื่อฟังพระเจ้า การกินผลไม้นั้น เล็งถึงการเลือกที่จะไม่เชื่อฟังพระเจ้า


การเชื่อฟังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ลูกต้องเชื่อฟังพ่อแม่ สิ่งที่พ่อแม่ปรารถนามากที่สุดจากลูก คือ การเชื่อฟัง

คนในกลุ่ม หรือ สมาคม หรือ สโมสร ต้องเชื่อฟัง และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ได้ตกลงกันไว้

คนในสังคม ต้องเชื่อฟัง ด้วยการทำตามกฎเกณฑ์ กฏหมายที่บัญญัติไว้ในสังคมนั้นๆ

คนในประเทศแต่ละประเทศต้องเชื่อฟังกฏหมายที่ตราขึ้น เพื่อใช้รักษาความสงบเรียบร้อย


หากครอบครัวใด ชุมชนใด สังคมใด ประเทศใด ขาดการเชื่อฟังบทบัญญัติที่กำหนดขึ้น สภาพยุ่งเหยิงจะเกิดขึ้น







วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

มหัศจรรย์แห่งต้นไม้

ต้นไม้มีประโยชน์ต่อมนุษย์มาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล

พระคัมภีร์ของคริสเตียนบันทึกถึงการมีอยู่ของต้นไม้อยู่ในลำดับที่สามในการทรงสร้างของพระเจ้า

ปฐมกาล 1:9-13 (พระคริสตธรรมคัมภีร์)
9พระเจ้าตรัสว่า “น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่แห่งเดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น” ก็เป็นดังนั้น 10พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่า แผ่นดิน และที่ซึ่งน้ำรวมกันนั้นว่า ทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี 11พระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ผักหญ้าที่มีเมล็ดและต้นไม้ที่ออกผล มีเมล็ดในผลตามชนิดของมันบนแผ่นดิน” ก็เป็นดังนั้น 12แผ่นดินก็เกิดพืช คือผักหญ้าที่มีเมล็ดตามชนิดของมัน และต้นไม้ที่ออกผลมีเมล็ดในผลตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี 13มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่สาม

ตามบันทึกในพระคัมภีร์ พืช และต้นไม้ถูกสร้างขึ้นในวันที่สาม หลังจากสร้างความสว่างในวันที่หนึ่ง และสร้างแผ่นฟ้า หรือ ท้องฟ้า ในวันที่สอง เมื่อพระเจ้าทรงสร้างพิช ในบันทึกนั้นชัดเจนว่า เป็นผักที่มีเมล็ด และต้นไม้ที่ออกผล ในผลมีเมล็ดตามชนิดของมัน เพื่อการขยายพันธุ์ หมายความว่า หญ้าก็ให้เมล็ดที่จะขยายพันธุ์เป็นต้นหญ้า เช่น หญ้าหนวดแมว ก็ให้เมล็ดที่เป็นหญ้าหนวดแมว ส่วนต้นไม้ เช่นต้นมะม่วงก็ให้เมล็ดมะม่วง เพื่อการขยายพันธุ์มะม่วงต่อไป

หลังจากนั้น พระคัมภีร์ได้บันทึกถึงบทบาทของต้นไม้ต่อการเลือกที่จะเชื่อฟัง หรือปฏิเสธไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยพระเจ้าให้มนุษย์มีสิทธิ์เลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้า หรือปฎิเสธพระเจ้า ผ่านผลของต้นไม้สองชนิด คือ ผลจากต้นไม้แห่งชีวิต และผลจากต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ตัวไม้เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อแสดงสิ่งที่อยู่ภายในใจของมนุษย์ ที่จะตอบสนองต่อผู้สร้าง ว่าจะเชื่อฟัง หรือปฏิเสธไม่เชื่อฟัง พระคัมภีร์บันทึกว่าอย่างนี้

ปฐมกาล 2:8-9 (พระคริสตธรรมคัมภีร์)
8พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ที่เอเดน ทางทิศตะวันออก และให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงปั้นมานั้นอยู่ที่นั่น 9แล้วพระเจ้าทรงให้ต้นไม้ทุกชนิดที่งามน่าดูและที่น่ากิน เป็นอาหารงอกขึ้นจากดิน มีต้นไม้แห่งชีวิตต้นหนึ่งซ อยู่ท่ามกลางสวนนั้น กับต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่วต้นหนึ่งด้วย
มนุษย์สามารถเลือก การเลือกของมนุษย์ส่งผลต่อความเป็นไปของมนุษย์ พระเจ้ายอมให้มนุษย์เลือก เพื่อพระเจ้าจะได้สิ่งที่ดีที่สุดจากมนุษย์

การบังคับให้คนอื่นรักเรา หาค่าอะไรไม่ได้เลย กับการให้คนอื่นรักเราด้วยสมัครใจ (แต่คนเดี๋ยวนี้ก็ยังฟืนใจให้คนอื่นรักตนเองอยู่) พระเจ้าทรงให้มนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างมีโอกาสเลือกที่จะรัก และเชื่อฟังพระเจ้า

"ปฐมกาล 2:15-17 (พระคริสตธรรมคัมภีร์)
15พระเจ้าจึงทรงให้มนุษย์นั้นอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและรักษาสวน 16พระเจ้าจึงทรงบัญชาแก่มนุษย์นั้นว่า “บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด 17เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่”

ผลของการเลือกของมนุษย์นั้นมีสองด้าน 1) มีชีวิตนิรันดร์ 2) แยกจากพระเจ้านิรันดร์ จากผลของต้นไม้สองชนิด

สุดท้ายมนุษย์เลือกผลจากต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว